บทความน่ารู้

แม้สูญเสีย "ชีวิตลูก" แต่ไม่ขอสูญเสีย "แผ่นดินใต้"


     หัวอกของคนเป็น "แม่" คงไม่มีอะไรที่ทำให้ปวดร้าว "เจียนขาดใจ" ได้เท่ากับการต้องเห็น "เลือดในอก" หมดลมหายใจลงต่อหน้าต่อตา ดั่งชีวิตของ "นางบุญศรี" อายุ 80 ปี แม่ของลูกสาว 5 คน ลูกชาย 3 คน ชาว จ.นราธิวาส ที่สูญเสียลูกชายคนที่ 5 ไปชั่วนิรันดร์ ในเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายลอบยิงชาวบ้าน บริเวณถนนร่วมมิตร ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และในเหตุการณ์เดียวกัน ลูกชายคนที่ 4 ก็ถูกลูกหลงจากสะเก็ดปืนกระเด็นเข้าที่ดวงตาข้างขวาทำให้ "ตาบอด" ทันที!
     "เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2550 อินลูกชายคนที่ 5 ของดิฉันกำลังออกกำลังกายอยู่หน้าบ้าน จู่ๆ ก็มีเสียงปืนดังขึ้นมา เสียงดังมาก สักพักเอกลูกชายคนที่ 4 ก็วิ่งเข้ามาทั้งตาขวาจะหลุดบอกว่า อินถูกยิง ดิฉันตกใจมาก แต่ก็พยายามข่มความกลัว เดินไปหยิบปืนให้เอกเอาไปช่วยน้อง" นางบุญศรีย้อนเล่าถึงโศกนาฏกรรมที่ไม่มีวันลืม
     ทว่า...เมื่อนางบุญศรีและเอกเดินถือปืนออกไปหน้าบ้าน ผู้ก่อการร้ายก็ได้ไปเสียแล้ว เหลือไว้แต่เพียงร่างของผู้เสียชีวิตหลายร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น และ 1 ในนั้นคืออินลูกชายของนางบุญศรี
     "หัวใจแทบแตกสลาย!! เลี้ยงเขามาตั้งแต่เล็ก ไม่เป็นอะไร แต่พอมาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น..." (เสียงหายไปในอก แล้วน้ำตาก็เอ่อล้นออกมา หากก็ยังพยายามพูดต่อไปด้วยเสียงสั่นเครือ) "ทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้เลย ขาดเขาไปก็เหมือนขาดแขนไป 1 ข้าง เขาน่ารัก ขี้เล่น ชอบแหย่แม่ คิดถึงเขาอย่างแรง...ไม่เคยคิดเลยว่า ชีวิตนี้ต้องมาเผาศพลูก"
     หลังจากเสร็จงานศพของอินผู้ล่วงลับ ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยในความปลอดภัยของมารดา บรรดาลูกสาวทั้ง 5 ที่ไปลงหลักปักฐานทำมาหากินที่กรุงเทพฯ และสงขลา ต่างขอให้แม่ย้ายบ้านไปอยู่ด้วย หากนางบุญศรีกลับปฏิเสธ!!
     "แม่อยู่ที่นี่มา 50-60 ปี ที่นี่เป็นดินของแม่ เป็นบ้านของแม่ แล้วจะให้แม่ไปไหน" คำพูดที่นางบุญศรียืนกรานกับลูกๆ สำหรับเธอ แม้จะสูญเสียลูก สูญเสียหมดทุกอย่าง แต่ไม่ยอมสูญเสียแผ่นดิน!
     แม้จะแน่วแน่ "ไม่ละทิ้งบ้านเกิด" แต่เหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็ทำให้ "หวาดผวา!!" เพื่อความปลอดภัย จึงย้ายบ้านไปอยู่อีกอำเภอหนึ่งกับลูกชาย 2 คน เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบเชียบ แปดโมงเช้าเปิดบ้านขายของชำเล็กๆ น้อยๆ พอตกเย็นก็ปิดบ้านมืดระแวดระวังภัย จากแต่ก่อนเคยมีรายได้จากการทำสวนยางและปลูกลองกองขาย ตั้งแต่อินซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวถูกลอบยิงเสียชีวิต นางบุญศรีก็ไม่กล้าเข้าสวนยางและสวนลองกองอีกเลย
ทุกวันนี้ มีรายได้ไม่ถึง 500 บาทจากการขายของ และจากเอกซึ่งได้รับการเยียวยาจากราชการได้รับเงินเดือน เดือนละ 4,000 บาท นางบุญศรียอมทนลำบาก ทั้งที่ลูกสาวทั้ง 5 คนประสบความสำเร็จในชีวิต มีครอบครัวและหน้าที่การงานดี พร้อมจะดูแลแม่ให้อยู่อย่างสุขสบายได้
     "ไม่ใช่ว่าเก่งกล้าอะไร ก็ยังกลัวอยู่ แต่พอดิฉันนึกถึงพระราชดำรัสของพระราชินีที่รับสั่งให้ เราคนใต้ สู้!! ให้รักถิ่นฐาน อย่าหนีไปไหน ให้อยู่ที่นี่ ดิฉันก็มีกำลังใจสู้ พระองค์ทรงเป็นกำลังใจสำคัญที่สุด" นางบุญศรีเล่าด้วยน้ำเสียงปลื้มปีติ ซึ่งเธอเป็นข้าแผ่นดินคนหนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปพำนักที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส นางบุญศรีจะไปเฝ้า รับเสด็จเสมอ  "สิ่งที่พระองค์รับสั่ง ดิฉันจดจำได้ขึ้นใจ" พูดพร้อมกับพนมมือไหว้
     แม้สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเต็มไปด้วยความรุนแรงไม่เว้นแต่ละวัน แต่นางบุญศรียังคงปักหลักอยู่ที่เดิม เธอสู้ชีวิตจนได้รับการยกย่องให้เป็น "แม่ดีเด่น" ประจำปี 2552 จากมหาวิทยาลัยมหิดล
"เรามีแผ่นดินไทยให้อยู่ ถ้าไม่รู้จักกตัญญูต่อแผ่นดินเกิดก็ไม่ต้องคิดกตัญญูต่อใคร เกิดมามีแผ่นดินอยู่ก็ควรจะตอบแทน ถ้าเราไม่อยู่ดูแลแผ่นดินไทย ถ้าทุกคนคิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ไม่เคยคิดถึงประเทศไทย แล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร" นางบุญศรีย้ำ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า "นราธิวาสเป็นบ้านของดิฉัน ไม่รู้จะหนีไปไหน!!"  …มติชน  27 ต.ค.52

 

 


  บทความก่อนหน้านี้
  แม้สูญเสีย "ชีวิตลูก" แต่ไม่ขอสูญเสีย "แผ่นดินใต้"
ชาวคริสต์ในฟิลิปปินส์ติดอาวุธ ลั่นพร้อมปะทะมุสลิม
ขอศูนย์อพยพให้ 3 จว.ชายแดนใต้ บทบรรณาธิการ
ไฟใต้ – รูปแบบใหม่ของสงคราม
เกินกว่ากำลังกองทัพจะรับไหว
ลับ ลวง พราง
อย่าปล่อยให้คนใต้ต้องมีมโนทัศน์แบบเอาตัวรอด
โจรใต้กำลังจะขึ้นชั้น
สาเหตุความล้มเหลวด้านการข่าวใน 3 จชต.